“บิ๊กตู่” ย้ำเอาอยู่ ไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 54

รัฐบาลยืนยันไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 54 เพราะปริมาณน้ำน้อยกว่ามาก ชี้รัฐวางระบบบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ พร้อมสั่งกำชับเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยนอกคันกั้นน้ำอย่างเต็มที่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รายงานสถานการณ์น้ำขณะนี้ ยืนยันว่าจะไม่มีปัญหาน้ำท่วมใหญ่เช่นเดียวกับในปี 2554 เพราะปริมาณน้ำในปีนี้ยังน้อยกว่าปี 2554 มาก อีกทั้งทุกหน่วยงานได้วางแผนบริหารจัดน้ำอย่างเป็นระบบและบูรณาการร่วมกันอย่างเต็มที่ โดยได้นำบทเรียนในอดีตมาแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น จึงไม่อยากให้พี่น้องประชาชนตื่นตระหนกหรือหลงเชื่อข่าวลือของผู้ไม่หวังดี

“ปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลางเปรียบเทียบกัน 2 ปี มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยข้อมูล ณ วันที่ 11 ต.ค.60 ปริมาณน้ำในเขื่อนของภาคเหนือรวมกันอยู่ที่ 18,318 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่เมื่อ 11 ต.ค. 54 อยู่ที่ 24,477 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนของภาคกลางปีนี้มีปริมาณน้ำรวมกัน 1,287 ล้าน ลบ.ม. แต่ในปี 2554 อยู่ที่ 1,377 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ปริมาณน้ำท่าที่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท และ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ในปีนี้ก็น้อยกว่าปี 2554 ด้วยเช่นเดียวกัน”

อย่างไรก็ตาม จากฝนที่ตกหนักบริเวณภาคเหนือทำให้น้ำเหนือไหลลงสู่ภาคกลางอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ท้ายเขื่อน นอกคันกั้นน้ำ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้พยายามจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด เช่น ทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อชะลอน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเข้ารับน้ำเต็มศักยภาพ รวมทั้งใช้พื้นที่ลุ่มต่ำต่าง ๆ รับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่ง ช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง

สำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 10 เขต ของกทม.ที่ประชาชนเป็นห่วง ได้แก่ เขตบางซื่อ ดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม ยานนาวา คลองเตย บางกอกน้อย คลองสาน และเขตราษฎร์บูรณะ นั้น ที่ผ่านมา กทม.ได้สร้างแนวกั้นน้ำแล้ว 77 กิโลเมตร มีระดับความสูงตั้งแต่ 2.80 – 3.50 เมตร ส่วนการระบายน้ำ ณ ประตูระบายน้ำบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนที่น้ำจะเข้าสู่ กทม.ขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ปกติคือเฉลี่ย 2,200 ลบ.ม.ต่อวินาที และมีศักยภาพรองรับได้อีกถึง 3,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งต่างจากเมื่อปี 2554 ที่มีการระบายน้ำออกมากกว่า 4,000 ลบ.ม.ต่อวินาที

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งกำชับให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประสานกับจังหวัด หน่วยทหาร และองค์กรปกครองท้องถิ่น เร่งออกช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัย พร้อมทั้งแจ้งเตือนให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดเพราะในช่วงนี้เป็นช่วงที่ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบจากพายุในฤดูมรสุม เพื่อให้สามารถเตรียมการรับมือและป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองได้อย่างทันท่วงที

จับตาสถานการณ์น้ำ 2560 พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตอนนี้น่าเป็นห่วง ไล่มาตั้งแต่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ที่รับน้ำมาจากนครสวรรค์ เรื่อยมาจนถึง สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี

เนื่องจากฝนที่ตกลงมาเพิ่ม จนทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น จนต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งเวลาที่ต้องระบายน้ำออกแบบนี้ ก็จะต้องกระทบบ้านเรือนที่อยู่ตลอดแนวลุ่มน้ำ

ทำไมน้ำฝนมีปริมาณมากขึ้น สาเหตุเพราะหย่อมความกดอากาศต่ำที่เคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบน คือหย่อมความกดอากาศเริ่มขึ้นในทะเลจีนใต้ แล้วมันก็เพิ่มกำลังแรงขึ้นเป็นดีเปรสชั่น จนขึ้นฝั่งที่เวียดนาม ยังเป็นดีเปรสชั่น แต่ก็ค่อยๆอ่อนกำลังลงกับไปเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำและเคลื่อนเข้า สปป.ลาว ก็เลยทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนของประเทศ น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้น ต้องเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเล

เมื่อพูดถึงทะเล ภาคใต้ฝั่งอันดามันตอนนี้ก็ฝนเยอะ แต่คนละสาเหตุกับตอนบน คือตอนนี้เป็นช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดตามฤดูกาลอยู่แล้ว ได้หอบเอาฝนจากมหาสมุทรอินเดียมาด้วย เลยทำให้จังหวัดฝั่งอันดามันมีฝนตกชุกในช่วงนี้ คนละสาเหตุกัน แต่มีผลเกี่ยวเนื่องกัน เพราะถ้าตอนบนจำเป็นต้องระบายน้ำลงทะเล แต่ทะเลมีน้ำทะเลหนุน น้ำก็ไม่ได้ไป ท่วมคาที่ที่เรือกสวนไร่นาบ้านเรือนประชาชนอยู่อย่างนั้น

จากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้น้ำในเขื่อนเจ้าพระยาที่ชัยนาทมีปริมาณมากขึ้น จำเป็นต้องปล่อยน้ำ ก็จะทำให้สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เรื่อยมา เลาะแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องเฝ้าระวังมวลน้ำ

ที่ชัยนาทนี่เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของมวลน้ำที่จะไหลลงพื้นที่ลุ่มริมเจ้าพระยา เพราะเป็นพื้นที่ที่มีเขื่อนเจ้าพระยาที่ตอนนี้จำเป็นต้องปล่อยน้ำออกมา 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที และเพิ่มเป็น 2,188 ลบ.ม.ต่อวินาที และ 17.00 น. เมื่อวาน เพิ่มถึง 2,600 ลบ.ม.ต่อวินาที มวลน้ำจะใช้เวลาประมาณ 10 ชม. ในการเดินทางไปที่สิงห์บุรี หลังจากนั้นอีก 8 ชม. ก็จะไปถึงที่อ่างทอง

ประชาชนที่อาศัย 2 ริมฝั่งแม่น้ำ รวมถึงริมสองฝั่งคลองเมือง ซึ่งพื้นที่เกาะเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะมีแม่น้ำล้อมรอบ ตอนนี้ประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบ หลายชุมชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำต้องขนของย้ายขึ้นที่สูงเนื่องจากน้ำที่ท่วมสูงขึ้น

หน้าวัดน้ำวน ต. บางเดื่อ อ.เมือง จ.ปทุมธานี ในตอนเช้าเริ่มมีน้ำเข้าพื้นที่ ชาวบ้านใกล้เคียงช่วยกันกรอกกระสอบทรายเพื่อไปนำกั้นขอบตลิ่งไม่ให้น้ำเจ้าพระยาไหลเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ แต่ไม่ทัน ในช่วงเย็นน้ำขึ้นสูงเลยเอ่อท่วมรอบวัด ระดับน้ำในวัดสูงถึง 30 เซนติเมตร

เกาะเกร็ด นนทบุรี บ้านเรือนบริเวณสองฝั่งแม่น้ำ พบว่ามีปริมาณน้ำล้นตลิ่งขึ้นมาสูงระดับ 15-30 ซม. ตามแต่ละพื้นที่ลาดเอียง ทำให้บ้านเรือนบางหลังได้รับผลกระทบ ถนนถูกน้ำท่วม ชาวบ้านต้องลุยน้ำเพื่อสัญจรเข้า-ออก ชาวบ้านประสบเหตุการณ์แบบนี้มาจำนวน 2 วันที่ผ่านมา

เบื้องต้นคาดว่าปริมาณน้ำจะลดลงหลังจากวันที่ 11 ตุลาคม เนื่องจากน้ำทะเลเข้าสู่ภาวะปกติ

ขอบคุณที่มา : news.sanook.com

ต้องสั่งปิด! รร.นานาชาติชื่อดังเชียงใหม่ ถูกน้ำพัดเสียหายกว่า 40 ล้าน

น้ำท่วมหนัก อาคารเรียนสร้างจากดินของ รร.นานาชาติชื่อดัง ถูกกระแสน้ำพัด เสียหายกว่า 40 ล้านบาท ล่าสุด เตรียมประสานให้นักเรียนระดับชั้นอนุบาล – ป.6 กว่า 200 คน ไปเรียนที่อื่นชั่วคราว

(12 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ยังไม่คลี่คลาย ยังมีหลายจุดที่น้ำยังคงท่วมขัง ระดับน้ำสูงกว่า 50 เซนติเมตร ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

ล่าสุด คุณครูและเจ้าหน้าที่โรงเรียนนานาชาติปัญญาเด่น ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ช่วยกันขนย้ายและทำความสะอาดอุปกรณ์การเรียน สมุดหนังสือ รวมทั้งคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ออกจากอาคารเรียนที่ถูกน้ำท่วม หลังจากที่ถูกน้ำป่าจากยอดดอยไหลทะลักเข้าท่วมตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา

ทำให้อาคารเรียนที่สร้างจากดินและมีโครงสร้างเป็นไม้ไผ่ 15 หลัง บนพื้นที่ 14 ไร่ ได้รับความเสียหาย ถูกน้ำกัดเซาะจนผนังอาคารพังลงมาหลายจุด รวมทั้งอาคารเอนกประสงค์ที่สร้างจากไม้ไผ่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร เสียหายด้วยเช่นกัน

นางสาวยอดเพชร สุดสวาท เจ้าของโรงเรียน บอกว่า น้ำเริ่มเข้าท่วมตั้งแต่ 05.00 น. ก่อนจะเพิ่มระดับอย่างรวดเร็วในช่วง 08.00 น. ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ขนของหนีไม่ทัน แม้ว่าจะใช้เครื่องสูบน้ำเข้าช่วย แต่จนถึงช่วงบ่ายระดับน้ำก็ลดลงเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ อุทกภัยที่เกิดขึ้นทำให้ทางโรงเรียนต้องสั่งปิดโรงเรียนไม่มีกำหนด พร้อมเตรียมประสานให้นักเรียนระดับชั้นอนุบาล – ป.6 กว่า 200 คน ไปเรียนที่อื่นชั่วคราว เนื่องจากเกิดความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาและคาดว่าต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู

สำหรับอาคารเรียนและอาคารสำนักงานทั้ง 15 หลัง ที่สร้างจากดินและไม้ไผ่ เป็นแนวคิดของโรงเรียนที่ต้องการให้นักเรียนอยู่กับธรรมชาติ และ ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

ขอบคุณที่มา : news.sanook.com